http://graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal/issue/feed วารสารวิชาการบัณฑิตวิทยาลัยสวนดุสิต 2021-01-06T11:58:54+07:00 วารสารวิชาการบัณฑิตวิทยาลัยสวนดุสิต gradjournal@dusit.ac.th Open Journal Systems <p><strong>เกี่ยวกับวารสาร</strong></p> <p>&nbsp; &nbsp;วารสารวิชาการบัณฑิตวิทยาลัยสวนดุสิต ดำเนินมาตั้งแต่ ปี พ.ศ.2547 เป็นวารสารราย 4 เดือน จัดพิมพ์ปีละ 3 ฉบับ เพื่อส่งเสริมให้คณาจารย์ นักวิชาการ นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป ได้เผยแพร่ผลงานทางวิชาการแก่สาธารณชน ในสาขาวิชาด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ (ครุศาสตร์ บริหารธุรกิจ รัฐประศาสนศาสตร์ รัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ อาชญาวิทยา และสาขาอื่นที่เกี่ยวข้อง) อันจะเป็นประโยชน์ต่อการเพิ่มพูนองค์ความรู้ ขยายประโยชน์ทางวิชาการ หรือนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวปฏิบัติในการสร้างสรรค์องค์กรและสังคม&nbsp;ทัศนะและข้อคิดเห็นใด ๆ ที่ปรากฏในวารสารนี้ เป็นความคิดเห็นของผู้เขียน ทางกองบรรณาธิการเปิดเสรีในด้านความคิด และไม่ถือว่าเป็นความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ Suan Dusit Graduate School Academic Journal</p> http://graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal/article/view/957 บทบรรณาธิการ 2021-01-03T22:25:18+07:00 บทบรรณาธิการ บทบรรณาธิการ None@gmail.com 2021-01-03T19:24:14+07:00 ##submission.copyrightStatement## http://graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal/article/view/959 กองบรรณาธิการ 2021-01-03T22:25:18+07:00 กองบรรณาธิการ กองบรรณาธิการ non_19240@hotmail.com 2021-01-03T19:26:23+07:00 ##submission.copyrightStatement## http://graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal/article/view/960 สารบัญ 2021-01-03T22:25:18+07:00 สารบัญ 17-1 non_19240@hotmail.com 2021-01-03T19:28:47+07:00 ##submission.copyrightStatement## http://graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal/article/view/900 ผลการจัดการเรียนรู้แบบออนไลน์ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ ของนักศึกษาหลักสูตรภาษาอังกฤษธุรกิจ 2021-01-06T11:58:54+07:00 กนกวรรณ กุลสุทธิ์ kanokwankun07@gmail.com สุดารัตน์ เจตน์ปัญจภัค sudarat_jat@yahoo.com ขจีนุช เชาวนปรีชา khacheenuj@hotmail.com สรพล จิระสวัสดิ์ sarapol@hotmail.com วิลาสินี พลอยเลื่อมแสง wilasinee_plo@gmail.com ลลิตา พูลทรัพย์ lpoolsup@gmail.com จุฬาลักษณ์ ปาณะศรี chulaluk@hotmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษของนักศึกษาหลักสูตรภาษาอังกฤษธุรกิจ มหาวิทยาลัยสวนดุสิตก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้แบบออนไลน์ และเพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักศึกษาหลักสูตรภาษาอังกฤษธุรกิจที่มีต่อการพัฒนาความรู้ด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษด้วยการเรียนออนไลน์ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาหลักสูตรภาษาอังกฤษธุรกิจชั้นปีที่ 4 ปีการศึกษา 2560 จำนวน 43 คน สำหรับทำแบบทดสอบและตอบแบบสอบถาม และเลือกนักศึกษาแบบเฉพาะเจาะจงจำนวน 5 คนเพื่อสัมภาษณ์กลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบทดสอบก่อนและหลังเรียนรู้ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ โดยค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของข้อคำถามในแบบสอบถามเท่ากับ 1.00 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้สถิติการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบไม่อิสระ ผลการศึกษาที่สำคัญพบว่า 1) นักศึกษาหลักสูตรภาษาอังกฤษธุรกิจมีผลสัมฤทธิ์ทางด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษสูงขึ้นหลังการเรียนออนไลน์ที่ระดับนัยสำคัญ .05 และ 2) นักศึกษาหลักสูตรภาษาอังกฤษธุรกิจเห็นด้วยต่อการพัฒนาความรู้ด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษด้วยการเรียนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษออนไลน์ด้วยตนเอง และมีระดับความคิดเห็นด้วยอย่างยิ่งอันดับแรกในประเด็นผู้เรียนศึกษาเนื้อหาจากแบบฝึกไวยากรณ์ภาษาอังกฤษออนไลน์ด้วยตนเองได้เท่าที่ต้องการ ผลจากการสัมภาษณ์ พบความคิดเห็น 3 ประเด็น ได้แก่ ความสะดวกในการเรียนออนไลน์ด้วยตนเองผ่านแอปพลิเคชัน การพัฒนาความสามารถด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ และความสามารถประยุกต์ใช้ความรู้จากการเรียนออนไลน์เพื่อการสอบโทอิค</p> 2021-01-03T19:37:06+07:00 ##submission.copyrightStatement## http://graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal/article/view/899 การวิเคราะห์งานวิจัย การวิเคราะห์งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนภาษาอังกฤษระดับประถมศึกษา 2021-01-03T22:25:20+07:00 รินทร์ฤดี ภัทรเดช iamrindy@gmail.com ปัญญเดช พันธุวัฒน์ singhathong9@gmail.com <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์แนวทางของงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนภาษาอังกฤษระดับประถมศึกษาที่เผยแพร่ใน ThaiLIS ตั้งแต่ปี 2553 จนถึงปัจจุบัน เป็นกลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษา จำนวน 11 เล่ม ที่ผ่านเกณฑ์การการคัดเลือกที่กำหนดขึ้น เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบบันทึกข้อมูลเพื่อบันทึกลักษณะของข้อมูลทั่วไปในงานวิจัยและแบบบันทึกผลงานวิจัยที่เป็นลักษณะองค์ความรู้รวมของงานวิจัยในการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงคุณภาพในการวิเคราะห์ 5 ด้าน ประกอบด้วย หัวข้องานวิจัย วัตถุประสงค์งานวิจัย แนวคิดทฤษฎี ระเบียบวิธีวิจัย และ ผลการศึกษา ผลการวิเคราะห์พบว่า ระหว่างปี 2553-2563 มีผลงานวิจัยเพียง 11 เล่ม ที่มีการศึกษาเกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนภาษาอังกฤษระดับประถมศึกษา ด้านหัวข้อวิจัยพบว่ามุ่งเน้นการพัฒนารูปแบบ วิธีการ สื่อการสอน สภาพปัญหาของผู้เรียน ผู้สอน และการพัฒนาผู้สอน ด้านวัตถุประสงค์พบว่าส่วนใหญ่มีการมุ่งเน้นศึกษาด้านสภาพปัญหาของการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษในระดับประถมศึกษา ด้านแนวคิดทฤษฎีที่พบส่วนมากใช้แนวคิดในการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ และทฤษฎีการวัดและประเมินผลการศึกษา ด้านระเบียบวิธีวิจัยที่พบมากที่สุดคือการออกแบบงานวิจัยเป็นการวิจัยและพัฒนา (research and development) และด้านผลการวิจัย สามารถจัดกลุ่มผลการวิจัยที่ได้เป็นห้าด้านคือ การพัฒนาการจัดการเรียนรู้ การพัฒนาครูผู้สอน การพัฒนาเจตคติและทัศนคติของผู้เรียน การพัฒนาสื่อ และ การพัฒนาการวัดผลประเมินผล</p> 2021-01-03T19:45:13+07:00 ##submission.copyrightStatement## http://graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal/article/view/878 ความขัดแย้งทางปัญญาและโครงการปรับปรุงคุณวุฒิวิชาชีพครู พ.ศ. 2560 กรณีศึกษาหลักสูตรการศึกษาบัณฑิต มศว. 2021-01-03T22:25:20+07:00 วรรธนะ สุขศิริปกรณ์ชัย watthanas@g.swu.ac.th <p>การศึกษาวิชาชีพครูเป็นปัจจัยสำคัญของระบบการศึกษาแต่ทิศทางการพัฒนาความรู้และทักษะของครูไทยในปัจจุบันเกิดการลดหย่อนคุณภาพลงไปมาก งานวิจัยนี้เป็นวิจัยเชิงประยุกต์ ศึกษาความขัดแย้งทางปัญญาของนิสิตและอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรการศึกษาบัณฑิตสาขาวิชาภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เกี่ยวกับโครงการปรับปรุงคุณวุฒิวิชาชีพครูปี พ.ศ. 2560 ซึ่งลดระยะเวลาของหลักสูตรการศึกษาบัณฑิตจากเดิม 5 ปี เป็น 4 ปี กลุ่มตัวอย่างคือนิสิตหลักสูตรการศึกษาบัณฑิต สาขาวิชาภาษาอังกฤษ 62 คน ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามเกี่ยวกับความขัดแย้งทางปัญญาที่ผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ประกอบกับการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง ผลการวิจัยแสดงด้วยสถิติเชิญพรรณนาให้เห็นว่า ทั้งนิสิตเกิดความขัดแย้งทางปัญญาในด้านต่างๆ ของโครงการปรับปรุงคุณวุฒิวิชาชีพครู พ.ศ. 2560 คือ 45.2% รู้สึกไม่มั่นคงเกี่ยวกับงานในอนาคต 30.6% เสื่อมศรัทธาในประโยชน์ของหลักสูตรปัจจุบันที่ตนศึกษา 74.2% เรียกร้องให้ต่อต้านโครงการปรับคุณวุฒิ 77.4% ต้องการความคุ้มครองจากโครงการใหม่ และ 56.5% คิดว่าโครงการใหม่ไม่มีความยุติธรรม ผลการสัมภาษณ์อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรชี้ให้เห็นถึงความไม่มั่นคงเรื่องโอกาสการแข่งขันของการทำงานในอนาคตและความเชื่อมั่นของนิสิตคงค้างของหลักสูตร 5 ปี</p> 2021-01-03T19:49:20+07:00 ##submission.copyrightStatement## http://graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal/article/view/897 การสังเคราะห์งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้ทักษะปฏิบัติตามแนวคิดของแฮร์โรว์ และการจัดการเรียนรู้วิชาดนตรีตามแนวคิดของคาร์ล ออร์ฟ 2021-01-03T22:25:21+07:00 นที ปิ่นวิไลรัตน์ nateepinwilairat@gmail.com อินทิรา รอบรู้ intira.ro@ssru.ac.th <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้ทักษะปฏิบัติตามแนวคิดของแฮร์โรว์ และการจัดการเรียนรู้วิชาดนตรีตามแนวคิดของคาร์ล ออร์ฟ ระหว่างปี พ.ศ. 2548 – 2561 มีประเด็นสังเคราะห์ คือ 1) ด้านข้อมูลพื้นฐาน 2) ด้านวัตถุประสงค์ของการวิจัย 3) ด้านวิธีดำเนินการวิจัย 4) ด้านผลการศึกษา นำเสนอผลการวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพโดยการพรรณนาเป็นความเรียง เอกสารวิจัย จำนวน 24 เล่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบบันทึกข้อมูลคุณลักษณะวิทยานิพนธ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ผลการวิจัยพบว่า 1) ด้านข้อมูลพื้นฐาน ส่วนใหญ่เป็นงานวิจัยของคณะครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน งานวิจัยส่วนใหญ่ของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม 2) ด้านวัตถุประสงค์ของการวิจัย ส่วนใหญ่เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนก่อนเรียนและหลัง 3) ด้านวิธีดำเนินการวิจัย งานวิจัยส่วนใหญ่เลือกใช้กลุ่มตัวอย่างโดย การสุ่มแบบกลุ่ม เป็นงานวิจัยเพื่อพัฒนาโดยใช้ทฤษฎีของคนอื่น มีการอ้างอิงจากสื่อสิ่งพิมพ์ภายในประเทศ หาคุณภาพเครื่องมือโดยการหาค่าความเที่ยงตรง ส่วนใหญ่ผลการวิจัยเป็นไปตามสมมติฐาน 4) ด้านผลการวิจัย การจัดการเรียนรู้ทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์ มี 5 ขั้นตอน โดยการเลียนแบบจากการสังเกตและลงมือทำตามคำสั่ง ผู้เรียนฝึกฝนให้ถูกต้องและชำนาญ ทำให้สามารถแสดงออกได้อย่างธรรมชาติ นิยมนำมาใช้ในวิชา ดนตรี ศิลปะ เทคโนโลยีและการงานอาชีพ แนวคิดการสอนดนตรีของคาร์ล ออร์ฟ จะพัฒนาทักษะทางดนตรีจากง่ายไปหายาก จากจังหวะ ระดับเสียง สัญลักษณ์ตัวโน้ต การอ่านโน้ต และเครื่องดนตรี จึงทำให้ผู้เรียนเกิดพัฒนาการทางด้านดนตรีได้เป็นอย่างดี</p> 2021-01-03T19:57:05+07:00 ##submission.copyrightStatement## http://graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal/article/view/855 สภาพและปัญหาการใช้หลักสูตรสถานศึกษาในโรงเรียนสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี: การวิจัยเชิงสำรวจและการประเมินหลักสูตรสถานศึกษาแบบผสานวิธี 2021-01-03T22:25:22+07:00 พวงเพชร จินดามาศ wan131408@hotmail.com ภิรดี วัชรสินธุ์ Phiradee@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจและการประเมินหลักสูตรสถานศึกษาแบบผสานวิธี มีวัตถุประสงค์ &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;1) เพื่อสำรวจสภาพปัญหาในการใช้หลักสูตรสถานศึกษาของโรงเรียนสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี และ &nbsp;2) เพื่อประเมินหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนคลองโยงเวทีอุปถัมภ์ด้านบริบท ปัจจัยนำเข้า กระบวนการ ผลผลิต ประสิทธิผล และความพึงพอใจ การสำรวจสภาพปัญหาและประเมินหลักสูตรสถานศึกษา เก็บข้อมูลจากประชากรกลุ่มผู้อำนวยการสถานศึกษา จำนวน 28 คน และกลุ่มตัวอย่างครูผู้สอน จำนวน 300 คน ได้จากการสุ่มแบบแบ่งชั้น สำหรับการสัมภาษณ์ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำหลักสูตรไปใช้ เก็บข้อมูลจากกลุ่มผู้อำนวยการ/ คณะกรรมการสถานศึกษา จำนวน 9 คน กลุ่มครูผู้สอน ผู้ปกครองนักเรียน และผู้สำเร็จการศึกษา กลุ่มละ 10 คน ใช้แบบสำรวจ แบบประเมิน และแบบสัมภาษณ์ในการเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า 1) สภาพปัญหาการใช้หลักสูตรสถานศึกษา ในภาพรวม พบว่ามีสภาพปัญหาในระดับปานกลาง ( <sub>&nbsp;</sub>=1.56, SD = 0.95) 2) ผลการประเมินหลักสูตรสถานศึกษา เชิงปริมาณ ตามตัวแปรทั้งหมดในภาพรวม พบว่าหลักสูตรสถานศึกษามีตัวแปรทั้ง 6 ด้านอยู่ในระดับมาก ( <sub>&nbsp;</sub>= 2.63, SD = 0.83) 3) ผลการประเมินหลักสูตรสถานศึกษา เชิงคุณภาพ พบว่าสิ่งที่ควรพัฒนาคือการนำความต้องการของท้องถิ่นและปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาวิเคราะห์เพื่อกำหนดเป็นคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียน ควรมีผู้รับผิดชอบในการบริหารหลักสูตรสถานศึกษาที่ชัดเจน และครูควรนำหลักสูตรสถานศึกษามาใช้ในการกำหนดแผนการจัดการเรียนรู้ และเชื่อมโยงกับท้องถิ่นเน้นการปฏิบัติจริง</p> 2021-01-03T20:20:35+07:00 ##submission.copyrightStatement## http://graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal/article/view/880 การวิเคราะห์ลักษณะทางกายภาพและส่วนประกอบทางเคมีของยาบ้าที่ตรวจจับ ในเขตพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา 2021-01-03T22:25:22+07:00 เพ็ญพิศ เกตุใหม่ penpitkatmai@hotmail.com พัชรา สินลอยมา sinloyma@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ข้อมูลการค้าและการแพร่ระบาดของยาบ้าในเขตพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา 2) ความสัมพันธ์ของลักษณะทางกายภาพระหว่างสีกับน้ำหนักของยาบ้า และ 3) ความสัมพันธ์ขององค์ประกอบทางเคมีของยาบ้าระหว่างเมทแอมเฟตามีนกับกาเฟอีนที่พบในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสานทั้งการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลตัวอย่างยาบ้าที่ส่งตรวจพิสูจน์ในศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 3 ระหว่างเดือนตุลาคม 2561 ถึงกุมภาพันธ์ 2562 และการสัมภาษณ์เชิงลึกเจ้าหน้าที่ตำรวจและนักวิทยาศาสตร์ กลุ่มงานตรวจยาเสพติด ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 3 รวม 13 ราย ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) ความรุนแรงของการค้าและการแพร่ระบาดของยาบ้าในเขตพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา พบว่า อำเภอเมืองนครราชสีมา มีการตรวจยึดจับกุมยาบ้าได้มากที่สุด จำนวน 183 คดี คิดเป็นร้อยละ 30.7 รองลงมาคือ<br> อำเภอปากช่อง จำนวนการจับกุม 78 คดี คิดเป็นร้อยละ 13.1 และอำเภอหนองบุญมาก จำนวนการจับกุม 39 คดี คิดเป็นร้อยละ 6.5</p> <p>2) ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ลักษณะทางกายภาพของสียาบ้ากับน้ำหนักของยาบ้า พบว่า ลักษณะทางกายภาพของสียาบ้ามีความสัมพันธ์กับน้ำหนักของยาบ้า มีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p>3) ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ขององค์ประกอบทางเคมีของยาบ้าระหว่างเมทแอมเฟตามีนกับกาเฟอีนที่พบในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา พบว่า ความสัมพันธ์ขององค์ประกอบทางเคมีของเมทแอมเฟตามีน มีความสัมพันธ์กับยาบ้าที่มีองค์ประกอบของกาเฟอีน มีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> 2021-01-03T21:33:05+07:00 ##submission.copyrightStatement## http://graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal/article/view/894 การศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพของชุดตรวจเลือดแฝงในอุจาระและชุดตรวจปัสสาวะบนผ้าที่ปนเปื้อนเลือด 2021-01-03T22:25:23+07:00 เพียงจิตร เงื่อนไข่น้ำ Peangjire14@gmail.com ธิติ มหาเจริญ M_thiti@yahoo.com <p>การวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบความไว ความจำเพาะและประสิทธิภาพของชุดตรวจเลือดแฝงในอุจจาระและชุดตรวจเลือดแฝงในปัสสาวะจากผ้าที่ปนเปื้อนคราบเลือดเพื่อช่วยในการตรวจคราบเลือดเบื้องต้น ในการทดลองครั้งนี้ใช้เลือดจากกลุ่มตัวอย่างอาสาสมัครที่มีผลการทดสอบเลือดว่ามีค่าความเข้มข้น<br> ของฮีโมโกลบินในเลือดต่างกัน 3 ระดับ โดยนำเลือดมาหยดลงบนผ้าตัวอย่างและเก็บไว้ที่อุณหภูมิห้อง เมื่อครบระยะเวลาที่กำหนด จึงนำมาทดสอบกับชุดตรวจเลือดแฝงในอุจจาระ ชุดตรวจเลือดแฝงในปัสสาวะและทำการ<strong>วิเคราะห์ผล</strong>โดยใช้สถิติ t-test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ชุดตรวจเลือดแฝงในอุจจาระและชุดตรวจเลือดแฝงในปัสสาวะมีความจำเพาะต่อเลือดมนุษย์&nbsp; โดยให้ผลบวกกับเลือดมนุษย์เท่านั้นและให้ผลลบกับเลือดสัตว์ (หมู) ในด้านความไว พบว่า ชุดตรวจเลือดแฝงในอุจจาระมีความไวต่อเลือดมนุษย์มากกว่าชุดตรวจเลือดแฝงในปัสสาวะ โดยชุดตรวจเลือดแฝงในอุจจาระสามารถตรวจพบเลือดที่ทำการเจือจางได้ถึงระดับความเข้มข้นที่ 1: 20,000 ในขณะที่ชุดตรวจเลือดแฝงในปัสสาวะให้ผลตรวจพบเลือดที่ทำการเจือจางถึงระดับความเข้มข้นที่ 1: 2,000 ในส่วนของผลการเปรียบเทียบประสิทธิภาพของชุดตรวจเลือดแฝงในอุจจาระและชุดตรวจเลือดแฝงในปัสสาวะเพื่อตรวจหาคราบเลือดบนผ้าที่ปนเปื้อนเลือดในสัปดาห์ที่ 1, 2, 3 และ 4 โดยการเปรียบเทียบความไว ความจำเพาะ จากผ้าตัวอย่าง ระยะเวลาและค่าความเข้มข้นของฮีโมโกลบินในเลือด พบว่าชุดตรวจเลือดแฝงในอุจจาระมีความประสิทธิภาพในการตรวจหาคราบเลือดบนผ้าที่ปนเปื้อนเลือดมากกว่าชุดตรวจปัสสาวะอย่างมีนัยสำคัญทางสิติที่ระดับ 0.01</p> 2021-01-03T21:38:51+07:00 ##submission.copyrightStatement## http://graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal/article/view/883 การศึกษาเปรียบเทียบการปรากฏขึ้นของรอยลายนิ้วมือแฝงบนเครื่องหนังด้วยวิธีการซุปเปอร์กลู 2021-01-03T22:25:24+07:00 อาภาพร อรุณแสงทอง a_kate_b@hotmail.com พัชรา สินลอยมา sinloyma@gmail.com <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบการปรากฏขึ้นของรอยลายนิ้วมือแฝงด้วยวิธีการซุปเปอร์กลู จำแนกตามช่วงระยะเวลาและประเภทหนังที่แตกต่างกัน การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง โดยทำการทดลองตรวจเก็บรอยลายนิ้วมือด้วยวิธีการซุปเปอร์กลูบนเครื่องหนัง 4 ประเภท คือ หนัง Top grain, หนังกลับ, หนัง PU และหนังแก้ว ในระยะเวลาที่แตกต่างกัน 8 ช่วงเวลา คือ ทันทีหลังประทับลายนิ้วมือ, 3 ชั่วโมง, 6 ชั่วโมง, 12 ชั่วโมง, 1 วัน, 3 วัน, 5 วัน และ 7 วัน หลังจากนั้นจึงทำการตรวจพิสูจน์คุณภาพรอยลายนิ้วมือแฝงโดยการนับจำนวนจุดลักษณะสำคัญพิเศษด้วยเครื่องตรวจสอบลายพิมพ์นิ้วมืออัตโนมัติ แล้วนำค่าที่ได้มาทำการวิเคราะห์ข้อมูลสถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว ผลการวิจัยพบว่า คุณภาพรอยลายนิ้วมือแฝงบนเครื่องหนังแต่ละประเภทแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (F = 11.586, Sig = 0.000) เมื่อพิจารณาคุณภาพของรอยลายนิ้วมือบนเครื่องหนังแต่ละประเภทแล้ว พบว่า รอยลายนิ้วมือแฝงที่ปรากฏขึ้นบนหนัง Top grain มีคุณภาพของรอยลายนิ้วมืออยู่ในระดับสูงที่สุด ในขณะที่การปรากฏขึ้นของรอยลายนิ้วมือแฝงบนเครื่องหนังในแต่ละช่วงเวลานั้นไม่แตกต่างกัน</p> 2021-04-18T12:34:33+07:00 ##submission.copyrightStatement## http://graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal/article/view/864 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความตั้งใจที่จะเป็นผู้ประกอบการของนักศึกษา คณะบริหารธุรกิจและศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงใหม่ 2021-01-03T22:25:24+07:00 มานิตย์ มัลลวงค์ manitmallawong@hotmail.com วิวัฒน์โชติกร เรืองจันทร์ samart5_5@hotmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับความคิดเห็นในเจตคติต่อการเป็นผู้ประกอบการ บรรทัดฐานทางสังคม การรับรู้สมรรถภาพแห่งตน และความตั้งใจที่จะเป็นผู้ประกอบการของนักศึกษาคณะบริหารธุรกิจและศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงใหม่&nbsp; 2) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความตั้งใจที่จะเป็นผู้ประกอบการของนักศึกษาคณะบริหารธุรกิจและศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงใหม่ โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 230 คน ด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วนโดยการคำนวณเทียบสัดส่วนจำนวนประชากรในชั้นปีสุดท้ายของแต่ละแผนก และใช้แบบสอบถามที่มีค่าระดับความเชื่อมั่น (µ) ที่ 0.856 เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลและใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน &nbsp;ผลการศึกษาพบว่า 1)กลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นในภาพรวมเกี่ยวกับเจตคติต่อการเป็นผู้ประกอบการ บรรทัดฐานทางสังคม และการรับรู้สมรรถภาพแห่งตนอยู่ในระดับมาก(ค่าเฉลี่ยรวม = 3.93 3.65 และ3.45)ตามลำดับ ส่วนความคิดเห็นในภาพรวมเกี่ยวกับความตั้งใจที่จะเป็นผู้ประกอบการอยู่ในระดับปานกลาง(ค่าเฉลี่ยรวม = 3.17)&nbsp; &nbsp;2)ปัจจัยทั้งสามมีความสัมพันธ์กับความตั้งใจที่จะเป็นผู้ประกอบการอย่างมีนัยสำคัญ (p&lt;0.01) โดยบรรทัดฐานทางสังคมมีความสัมพันธ์กับความตั้งใจที่จะเป็นผู้ประกอบการสูงสุด (r = 0.495) รองลงมาคือ เจตคติต่อการเป็นผู้ประกอบการ (r = 0.299)&nbsp; และสุดท้ายคือการรับรู้สมรรถภาพแห่งตน (r = 0.025) ซึ่งปัจจัยทั้งหมดมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความตั้งใจที่จะเป็นผู้ประกอบการ โดยมีความสอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับสมมติฐานที่กำหนด</p> 2021-01-03T21:51:29+07:00 ##submission.copyrightStatement## http://graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal/article/view/917 ส่วนประสมการตลาด 4.0 จากมุมมองของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่มีต่อภาพลักษณ์และชื่อเสียง ของแบรนด์ท่องเที่ยวเมืองหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 2021-01-03T22:25:25+07:00 เรวิตา สายสุด revita.saisud@gmail.com เสรี วงษ์มณฑา revita.saisud@gmail.com ชวลีย์ ณ ถลาง revita.saisud@gmail.com <p>การวิจัยเชิงคุณภาพครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาส่วนประสมทางการตลาด 4.0 จากมุมมองของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่มีต่อภาพลักษณ์และชื่อเสียงของแบรนด์ท่องเที่ยวเมืองหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยการวิจัยเชิงคุณภาพ ผ่านแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้วิธีเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ซึ่งเป็นตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชนและภาควิชาการ รวมทั้งสิ้น 20 คน โดยผู้วิจัยใช้วิธีการตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า ใช้วิธีวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ด้วยการจัดความสำคัญ จัดกลุ่มเนื้อหาเป็นหมวดหมู่รวมถึงการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบและสรุปประเด็นสำคัญ ผลการศึกษาพบว่า 1) ข้อมูลพื้นฐานที่ร่วมกันพัฒนากับนักท่องเที่ยว (co-creation) มีศักยภาพในการใช้เพื่อพัฒนาสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยวและเป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพการทำงานที่สามารถเข้าถึงรสนิยมและความต้องการของนักท่องเที่ยว 2) การปรับราคาและวิธีการจ่ายเงินของนักท่องเที่ยว (currency) เป็นไปตามกลไกตลาดและช่วงเวลาฤดูกาลท่องเที่ยว การรับประกันเรื่องราคาที่เป็นธรรมจากหน่วยงานที่เชื่อถือได้ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถเปรียบเทียบเพื่อการตัดสินใจเลือกตามคุณภาพและความพึงพอใจ 3) ความร่วมมือของภาคธุรกิจ (communal activation) สามารถอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวในการซื้อและการใช้บริการทางการท่องเที่ยวรวดเร็วและตัดสินใจง่ายขึ้น อีกทั้งภาคธุรกิจที่มีหน่วยขนาดเล็กในท้องถิ่นควรได้รับการอบรมความรู้เกี่ยวกับการแข่งขันในช่องทางตลาดแบบออนไลน์ 4) พื้นที่สื่อสังคมออนไลน์ (conversation) ควรมีการติดตามกระแสความสนใจของนักท่องเที่ยวและมีพื้นที่ให้นักท่องเที่ยวได้แสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์ ดังนั้นผลการศึกษานี้ควรนำไปประยุกต์ใช้เพื่อวางกรอบนโยบายการพัฒนาการท่องเที่ยวเมืองหัวหิน</p> 2021-01-03T21:55:24+07:00 ##submission.copyrightStatement## http://graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal/article/view/881 กลยุทธ์ทางการตลาดบริการที่มีผลต่อผู้บริโภคกลุ่มมิลเลนเนียลในการตัดสินใจสั่งอาหารจากร้านอาหารผ่านแอพพลิเคชั่นส่งอาหารเดลิเวอรี่ 2021-01-03T22:25:26+07:00 ธณัฐพล เวียงสิมมา newzababo158@gmail.com จอมขวัญ สุวรรณรักษ์ jomkhwun.s@rmutp.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบของกลยุทธ์ทางการตลาดบริการที่มีผลต่อผู้บริโภคในกลุ่มมิลเลนเนียลในการตัดสินใจสั่งอาหารจากร้านอาหารผ่านแอพพลิเคชั่นส่งอาหารเดลิเวอรี่ และเพื่อเปรียบเทียบกลยุทธ์ทางการตลาดบริการมีผลต่อผู้บริโภคกลุ่มมิลเลนเนียลในการตัดสินใจสั่งอาหารจากร้านอาหารผ่านแอพพลิเคชั่นส่งอาหารเดลิเวอรี่ จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริโภคในกลุ่มมิลเลนเนียลที่เคยใช้บริการแอพพลิเคชั่นส่งอาหารเดลิเวอรี่ในการสั่งอาหาร ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม โดยใช้วิธีสุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ปัจจัยเชิงสำรวจ และการวิเคราะห์ค่าความแปรปรวนสถิติทดสอบทีและสถิติทดสอบเอฟ&nbsp; ผลการวิเคราะห์ปัจจัยเชิงสำรวจ พบว่า กลยุทธ์ทางการตลาดบริการประกอบด้วยปัจจัยที่สำคัญ 8 ปัจจัย สำหรับผลการเปรียบเทียบกลยุทธ์ทางการตลาดบริการมีผลต่อผู้บริโภคกลุ่มมิลเลนเนียลในการตัดสินใจสั่งอาหารจากร้านอาหารผ่านแอพพลิเคชั่นส่งอาหารเดลิเวอรี่ จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล ด้านเพศ พบว่า ปัจจัยด้านการพัฒนาสินค้าใหม่ มีผลต่อการตัดสินใจของเพศชายมากกว่าเพศหญิง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ด้านระดับการศึกษา พบว่า ปัจจัยด้านการสร้างการรับรู้ และปัจจัยด้านความถูกต้องและครบถ้วน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ด้านอาชีพ พบว่า ปัจจัยด้านการสร้างและนำเสนอลักษณะทางกายภาพ และปัจจัยด้านความถูกต้องและครบถ้วน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และด้านรายได้เฉลี่ยต่อเดือน พบว่า ปัจจัยด้านการสร้างและนำเสนอลักษณะทางกายภาพ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> 2021-01-03T22:01:55+07:00 ##submission.copyrightStatement## http://graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal/article/view/893 อิทธิพลของคุณภาพการให้บริการที่มีต่อนวัตกรรมการให้บริการ ของนักท่องเที่ยวผู้สูงอายุ ที่ใช้บริการสนามบินสุวรรณภูมิ 2021-01-03T22:25:27+07:00 ธนกร ณรงค์วานิช thanakorn.na@spu.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับของคุณภาพการให้บริการ และนวัตกรรมการให้บริการ (2) เปรียบเทียบความคิดเห็นที่มีต่อนวัตกรรมการให้บริการของนักท่องเที่ยวผู้สูงอายุ จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล (3) ศึกษาอิทธิพลของคุณภาพการให้บริการที่มีต่อนวัตกรรมการให้บริการ และ (4) ค้นหาตัวพยากรณ์ที่ดีในการทำนายนวัตกรรมการให้บริการ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักท่องเที่ยวผู้สูงอายุ ที่มาใช้บริการ ในสนามบินสุวรรณภูมิ จำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นแบบสอบถาม เก็บรวบรวมข้อมูลช่วงระหว่างเดือนตุลาคม 2562 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2563 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ ค่าเฉลี่ย ทดสอบโดยใช้สถิติที สถิติเอฟ การวิเคราะห์สมการถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัย สรุปได้ดังนี้ 1) ผลการศึกษาคุณภาพการให้บริการและนวัตกรรมการให้บริการ พบว่า อยู่ในระดับมาก ทั้งในภาพรวม รายด้าน และรายข้อ &nbsp;2) ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นที่มีต่อนวัตกรรมการให้บริการของนักท่องเที่ยวผู้สูงอายุ พบว่า เพศ อายุ สถานภาพการสมรส ระดับการศึกษา และรายได้ต่อเดือน ต่างกัน มีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 3) ผลศึกษาศึกษาอิทธิพลของคุณภาพการให้บริการ ที่มีต่อนวัตกรรมการให้บริการ พบว่า คุณภาพการให้บริการ มีอิทธิพลต่อนวัตกรรมการให้บริการ อยู่ในระดับสูง (R=0.738) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 &nbsp;4) ผลการค้นหาตัวพยากรณ์ที่ดีในการทำนายนวัตกรรมการให้บริการ พบว่า มีตัวพยากรณ์ที่ดีจำนวน 3 ตัว ประกอบด้วย ด้านการเข้าใจและรู้จักลูกค้า (TQ5) ด้านการตอบสนองลูกค้า (TQ3) และด้านความเป็นรูปธรรมของการบริการ (TQ1) มีอิทธิพลต่อนวัตกรรมการให้บริการ อยู่ในระดับสูง (R=0.734) มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> 2021-01-03T22:06:44+07:00 ##submission.copyrightStatement## http://graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal/article/view/890 การส่งเสริมสินค้าเกษตรอินทรีย์: ความรู้ความเข้าใจ ทัศนคติ และปัจจัยทางการตลาดในมุมมองของผู้บริโภค 2021-01-03T22:25:28+07:00 สุณี หงษ์วิเศษ suneeh@go.buu.ac.th ปริญญา นาคปฐม parinyan@go.buu.ac.th กฤษฏิพัทธ์ พิชญะเดชอนันต์ krittipat@go.buu.ac.th ธนวัฒน์ พิมลจินดา pimoljinda_t@hotmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อสำรวจความรู้ความเข้าใจ ทัศนคติ และระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยทางการตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ในมุมมองของผู้บริโภค และ (2) เพื่อให้ข้อเสนอแนะในการส่งเสริมสินค้าเกษตรอินทรีย์เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค โดยใช้แบบสอบถามในการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จากผู้ที่เลือกซื้อและได้ซื้อสินค้าเกษตรอินทรีย์ จากห้างสรรพสินค้า ร้านจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ และตลาดทั่วไป จำนวน 1,182 ตัวอย่าง ครอบคลุม 12 จังหวัด ใน 5 ภูมิภาค&nbsp;&nbsp; ทำการวิเคราะห์ผลใน 2 รูปแบบ คือ (1) ความรู้ความเข้าใจใช้แบบสอบถามเลือกตอบ แสดงผลเป็นเข้าใจถูกต้อง เข้าใจไม่ถูกต้อง และไม่แน่ใจ สรุปผลเป็นความถี่และร้อยละ และ (2) ทัศนคติและปัจจัยการตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ใช้แบบสอบถามแบบ Rating Scale โดยแสดงค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริโภคยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อน เนื่องจากขาดการสื่อสารทำความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์&nbsp;&nbsp; ในขณะที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่มีทัศนคติเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพและต้องการบริโภคสินค้าปลอดสารปนเปื้อนโดยมีหน่วยงานที่น่าเชื่อถือรับรอง ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นเกษตรอินทรีย์&nbsp;&nbsp; ปัจจัยทางการตลาด พบว่า ผู้บริโภคต้องการสินค้าคุณภาพที่มีความหลากหลาย และให้ความสำคัญกับราคาและแหล่งจำหน่ายที่เข้าถึงได้ง่าย&nbsp;&nbsp; ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ควรให้ความสำคัญกับการสร้างความรู้ความเข้าใจกับผู้บริโภค และควรส่งเสริมเกษตรกรให้ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่หลากหลาย ด้วยวิธีการที่มีต้นทุนต่ำ เพื่อให้ราคาขายลดลง และควรส่งเสริมให้มีการขยายตัวของผู้ประกอบการเพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างทั่วถึง</p> 2021-01-03T22:12:10+07:00 ##submission.copyrightStatement## http://graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal/article/view/916 สารัตถะของ CPTPP : ข้อสังเกตทางกฎหมายเกี่ยวกับการขอเข้าร่วมเป็นภาคีของไทย 2021-01-03T22:25:29+07:00 ธนะชาติ ปาลิยะเวทย์ poppy_mom@yahoo.com <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอข้อมูลพื้นฐาน ลักษณะทางกฎหมาย และกลไกของความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP)) และการวิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมายซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับการขอเข้าร่วมเจรจาเป็นภาคี CPTPP ของไทย ผู้เขียนวิจัยเชิงคุณภาพจากเอกสารพบว่า มีข้อดีที่ชัดเจนหลายประการในการเข้าเป็นภาคีความตกลงพหุภาคีระดับภูมิภาค แต่มีข้อกังวลมากที่สุดในแง่ส่งผลกระทบหรือทำลายอุตสาหกรรมที่ยังไม่พร้อมเปิดตลาดให้กับต่างชาติและการปฏิบัติตามกฎกติกาใหม่ ไทยสามารถเป็นภาคีความตกลงหลายฉบับในเวลาเดียวกันได้ โดยข้อตกลงอื่นที่ไทยเป็นภาคีนั้นยังคงใช้บังคับต่อกันได้ เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายสำหรับไทยในกระบวนการภาคยานุวัติที่จะแสดงให้เห็นอย่างน้อยตาม 3 เกณฑ์มาตรฐานของ CPTPP หลายประเทศภาคีได้ทำความตกลงข้างเคียงกันไว้ในเรื่องเฉพาะแยกต่างหากจาก CPTPP แต่ประเทศที่ไม่ได้ร่วมทำความตกลงด้วยไม่อาจกล่าวอ้างหรือได้ประโยชน์ ภาครัฐของไทยจึงควรพิจารณามาตรการที่ไม่เป็นไปตามพันธกรณี หมายเหตุทั่วไป เงื่อนไขทดแทน และมาตรการช่วงเปลี่ยนผ่านไปกำหนดไว้ในข้อเสนอของไทยซึ่งต้องผ่านการเจรจาตามขั้นตอนกระบวนการต่อไป โดยจะเป็นประโยชน์อย่างน้อยก็ต่ออุตสาหกรรมที่ยังไม่พร้อมต่อการเปิดตลาด ควรวิเคราะห์ข้อมูลศึกษาวิจัยในแต่ละภาคอุตสาหกรรมและร่วมกันระดมสมองหาข้อสรุปเพื่อจัดทำข้อเสนอที่แสดงความพร้อมและศักยภาพของไทยอย่างน้อยตาม 3 เกณฑ์มาตรฐานให้สอดคล้องกับข้อตกลง CPTPP ทั้งที่มีอยู่เดิมและที่พัฒนาหรือสร้างขึ้นใหม่ อาจจัดการปัญหาความสับสนและการปฏิบัติไม่ถูกต้องเหมาะสมในการใช้บังคับที่ทับซ้อนหรือซับซ้อน เตรียมจัดทำความตกลงข้างเคียงกับประเทศภาคีที่มีความสำคัญในภาคอุตสาหกรรมที่จำเป็น &nbsp;</p> 2021-01-03T22:17:09+07:00 ##submission.copyrightStatement## http://graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal/article/view/898 จดหมายหลวงอุดมสมบัติ 2021-01-03T22:25:30+07:00 ยอดชาย ชุติกาโม nathee_123@yahoo.com <p>รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นช่วงเวลาที่กรุงรัตนโกสินทร์มีความเจริญรุ่งเรืองและมีความมั่นคงมั่งคั่ง ในช่วงเวลาเพียงครึ่งศตวรรษหลังจากสงครามเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ชนชั้นนำสยามสามารถสร้างบ้านเมือง วางระบบการปกครองที่มีเสถียรภาพและสามารถแผ่อำนาจการปกครองไปได้มากกว่าที่กรุงศรีอยุธยาเคยมีมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขยายอำนาจลงไปทางหัวเมืองปักษ์ใต้และคาบสมุทรมลายู ที่กรุงศรีอยุธยาและกรุงธนบุรี ไม่สามารถนำหัวเมืองมลายูมาอยู่ภายใต้อำนาจได้อย่างมั่นคง การปกครองหัวเมืองปักษ์ใต้และหัวเมืองประเทศราชในคาบสมุทรมลายูในสมัยรัตนโกสินทร์นี้มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์อย่างมาก จะเห็นได้ว่าหลังจากสร้างกรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีไม่นานนัก พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงโปรดฯ ให้สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท กรมพระราชวังบวรสถานมงคล เสด็จลงไปจัดการปกครองหัวเมืองปักษ์ใต้และหัวเมืองประเทศราชมลายูที่สำคัญให้เข้ามาอยู่ในพระราชอาณาเขต เหตุที่หัวเมืองปักษ์ใต้และหัวเมืองประเทศราชมลายูมีความสำคัญทั้งที่อยู่ห่างไกลจากราชธานีมากนั้น เนื่องจากเป็นดินแดนแห่งทรัพยากรธรรมชาติ สินค้าของป่า และการเป็นชุมทางการค้าทางเรือกับโลกภายนอก ซึ่งมีความสำคัญทางเศรษฐกิจ การจัดเก็บส่วยอากรต่าง ๆ ที่กล่าวได้ว่าเป็นที่มาของรายได้จำนวนมากของแผ่นดิน</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อย่างไรก็ตามด้วยความที่อยู่ห่างไกลจากราชธานี การปกครองหัวเมืองปักษ์ใต้และหัวเมืองประเทศราชมลายูจึงอยู่ภายใต้การกำกับของเจ้าเมืองใหญ่สองเมือง คือนครศรีธรรมราชและสงขลา ที่ในเวลาปกติก็สมัครสมานกันดีแต่ในบางครั้งเจ้าเมืองใหญ่ทั้งสองนี้มีความขัดแย้งกัน มีทั้งเรื่องผลประโยชน์ เรื่องส่วนตัว ก็นำมาซึ่งปัญหาความไม่ลงรอยในการบริหารหัวเมืองปักษ์ใต้และหัวเมืองประเทศราชมลายู สร้างความลำบากให้กับรัฐบาลที่ราชธานี อีกทั้งการที่หัวเมืองประเทศราชมลายูนั้นชาติพันธุ์ของประชากรส่วนใหญ่หรือเกือบจะทั้งหมดในพื้นที่เป็นชาวมลายูที่มีความแตกต่างทางภาษาและวัฒนธรรมกับคนไทย ทำให้การปกครองนั้นมิได้เป็นไปอย่างราบรื่น ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ว่าในขณะนั้นผู้ปกครองในพื้นที่มีความสัมพันธ์กับหัวเมืองใหญ่อย่างนครศรีธรรมราชและสงขลาอย่างไร นอกจากนี้ยังมีปัญหาการแก่งแย่งชิงดีในอำนาจของผู้ปกครองหัวเมืองประเทศราชมลายูเองด้วย ที่บางครั้งมาจากปัญหาในครอบครัวและเครือญาติของผู้ปกครอง และบางครั้งมาจากความไม่ลงรอยกันระหว่างผู้ปกครองและข้าราชการที่ถูกส่งไปกำกับราชการ ที่บางกรณีสร้างปัญหาถึงขั้นที่ทางราชธานีต้องส่งขุนนางผู้ใหญ่และกองทัพออกมาจัดการ</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ในระหว่าง พ.ศ. 2381-2382 เกิดความวุ่นวายในหัวเมืองปักษ์ใต้และหัวเมืองประเทศราชมลายู พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดฯ ให้สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ (ทัต บุนนาค) ซึ่งในขณะนั้นมีบรรดาศักดิ์เป็นพระยาศรีพิพัฒน์รัตนราชโกษา เจ้ากรมพระคลังสินค้า เป็นแม่ทัพยกกองทหารไปจัดการปกครองหัวเมืองปักษ์ใต้และหัวเมืองประเทศราชมลายู ซึ่งสมเด็จเจ้าพระยาฯ ได้มอบหมายให้หลวงอุดมสมบัติ (จัน) ซึ่งรับราชการอยู่ในกรมพระคลังสินค้า ทำหน้าที่รายงานข้อราชการต่างๆ ที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงหารือกับขุนนาง ข้าราชการในราชสำนักที่เกี่ยวข้องกับหัวเมืองปักษ์ใต้และหัวเมืองประเทศราชมลายูไปให้ทราบเป็นระยะ ซึ่งหลวงอุดมสมบัติ (จัน) ได้ทำการรายงานออกไปอย่างละเอียด รวมทั้งสิ้น 15 ฉบับ ต่อมาจึงได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในชื่อว่า “จดหมายหลวงอุดมสมบัติ” และได้รับการยกย่องว่าเป็นเอกสารชั้นต้นที่ดียิ่งสำหรับผู้ศึกษาประวัติศาสตร์สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น และเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงรูปแบบการบริหารราชการแผ่นดินในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวอย่างลึกซึ้ง</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ใน “จดหมายหลวงอุดมสมบัติ” นี้ ผู้อ่านจะได้เห็นถึงรูปแบบการจัดความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างรัฐบาลที่ราชธานีกับหัวเมืองใหญ่ทั้งสองของปักษ์ใต้คือนครศรีธรรมราชและสงขลา&nbsp; และในบางกรณีที่ราชธานีจัดการบางเรื่องโดยตรงไปยังหัวเมืองต่าง ๆ โดยไม่ต้องผ่านเมืองใหญ่ทั้งสอง เพื่อสร้างระบบการปกครองที่รักษาเสถียรภาพและความมั่นคงในพื้นที่ ในจดหมายเหลวงอุดมสมบัตินี้ยังแสดงให้เห็นถึงตัวแสดงใหม่ที่เข้ามามีบทบาทในการสร้างอิทธิพลในคาบสมุทรมลายูคือพวกจักรวรรดินิยมอังกฤษ ซึ่งต่างจากสมัยกรุงศรีอยุธยาและสมัยกรุงธนบุรี การปรากฏตัวของอำนาจใหม่ที่มีแสนยานุภาพทั้งทางทหารและเศรษฐกิจ และจ้องที่จะมาแสวงหาผลประโยชน์อย่างเต็มที่ ทำให้ราชสำนักสยามต้องใช้ความละเอียดรอบคอบในการดำเนินนโยบายเพื่อรักษาผลประโยชน์และความเป็นผู้มีอำนาจในพื้นที่เป็นอย่างยิ่ง</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ใน “จดหมายหลวงอุดมสมบัติ” ผู้อ่านจะได้เห็นถึงพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวในการบริหารราชการแผ่นดิน ที่แม้ว่าจะมิได้เสด็จลงไปยังพื้นที่หัวเมืองปักษ์ใต้หัวเมืองประเทศราชมลายูด้วยพระองค์เอง แต่การที่ทรงประเมินสถานการณ์จากข่าวสารข้อมูลต่าง ๆ ทั้งจากข้าราชการในพื้นที่ ตลอดจนพ่อค้าไทยและพ่อค้าต่างชาติที่ผ่านไปมาในพื้นที่และแวะมาค้าขายในกรุง อีกทั้งจากที่ทรงรู้จักข้าราชการ เจ้าเมืองต่าง ๆ ที่เคยมาเฝ้า ทำให้ทรงทราบว่าแต่ละคนนั้นมีอุปนิสัยและทัศนคติอย่างไร ทำให้ทรงปรึกษาหารือข้อราชการกับเสนาบดีและขุนนางทั้งหลายเรื่องหัวเมืองปักษ์ใต้และหัวเมืองประเทศราชมลายูได้อย่างลึกซึ้งและทรงมีรัฏฐาภิปาลโนบายได้อย่างเหมาะสม ทั้งนี้ แม้สำนวน ถ้อยคำที่ปรากฏในหนังสือนี้จะดูโบราณ ทำให้เห็นภาพของระบบราชการที่ยังมิได้เป็นรูปแบบสมัยใหม่อย่างปัจจุบัน จนผู้อ่านอาจจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องคร่ำครึพ้นสมัย แต่สิ่งที่สำคัญคือหนังสือนี้ได้บันทึกโดยละเอียด ทำให้เห็นถึงรูปแบบระบบราชการสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นที่มีความสืบเนื่องมาจากสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งไม่ปรากฏในเอกสารอื่นใดอีก ทำให้เป็นหนังสือสำคัญที่ผู้ศึกษาทางรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ ควรจะมีโอกาสได้อ่าน ดังที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายถึงหนังสือนี้ว่า “ถ้าได้อ่านแล้วจะมีความเห็นเป็นอย่างเดียวกันทุกคน ว่าเป็นหนังสือน่าอ่านนับเป็นอย่างเอกได้เรื่องหนึ่ง”</p> 2021-01-03T22:20:56+07:00 ##submission.copyrightStatement## http://graduate.dusit.ac.th/journal/index.php/sdujournal/article/view/961 นโยบายและการดำเนินงานจัดพิมพ์วารสารวิชาการบัณฑิตวิทยาลัยสวนดุสิต 2021-01-03T22:25:31+07:00 นโยบายและการดำเนินงานจัดพิมพ์วารสารวิชาก 17-1 non_19240@hotmail.com 2021-01-03T19:33:16+07:00 ##submission.copyrightStatement##